
สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ XVI และปัณหาสิ่งแวดล้อม

สมเด็จพระสัตะปาปาเวเนดิกต์ที่ XVI มีชื่อเสียงมาก่อนเป็นนักเทววิทยา วิธีไตร่ตรองและตีความของท่านน่าในใจและลึกซึ่ง ต่อไปนี้เป็นข้อสรุปของความคิดเห็นของท่านเกี่ยบกับปัณหาสิ่งแวดล้อม
- • “ หน้าที่ของเราต่อสิ่งแวดล้อมนั้นเชื่อมต่อกันกับหน้าที่ต่อมนุษย์เช่นกัน เป็นสิ่งที่ผิดปกติเมื่อเราพยายามปฏิบัติษาหน้าที่หนึ่งชุดในขณะที่เราเหยียบย่ำหน้าที่อีกจุดหนึ่งในที่นี้แหละมีความคิดที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราปฏิบัติ สิ่งหนึ่งที่ทำลายศักดิ์ศรีของบุคคลทำลายสิ่งแวดล้อมและทำลายสังคม”(ข้อทื51)
- • “ สิ่งแวดล้อมเป็นของขวัญจากพระเจ้าสำหรับทุกคนและในการใช้ประโยชน์ของธรรมชาตินั้นต้องมีความรับผิดชอบต่อคนจน รุ่นต่อไป และต่อมนุษยชาติโดยรวมเมื่อเราคิดว่าธรรมชาติรวมถึงมนุษย์นั้นเกิดมาโดยบังเอิญหรือวิวัฒนาการเท่านั้น ระดับความรับปิดชอบเราจะลดลงไปในสรรพสิ่ คนที่เชื่อในพระเจ้าพบผลงานที่ยอดเยี่ยมและสร้างสรรค์ของพระเจ้า ซึ่งเราต้องใช้ด้วยความรับผิดชอบในส่วนที่เราอยากต่อบสนองความต้องการของเรา ในขณะที่เราพยายามรักษาความสมดุลของสรรพสิ่งที่แท้จริง ถ้า ทัศนวิสัยนี้หายไป เราก็จะคิดว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่นากลัว ไม่สามารถแตะต้องได้ หรือตรงกันข้ามเป็นไปได้ด้วยว่า เราจะคิดธรรมชาติเป็นของใช้เท่านั้นเองซึ่งเราสามารถละเมิดได้อยู่ เหยียดหยามมัน ทัศนคติเหล่านี้แน่นอนไม่ตรกับพระประสงค์ของพระเจ้า” (ข้อที่ 48)
- • “ ธรรมชาติแสดงให้เห็นแผนการแห่งความรักและความจริงขอพระเจ้า พระองค์ทรงมอบแผนการนั้นให้เราแม้กระทั่งก่อนเราเกิดมาถือเป็นสถานที่สำหรับชีวิตของเรา ธรรมชาติดูเหมือนพูดกับเราถึงพระผู้ผู้สร้าง (โรม 1:20) และถึงความรักของพระองค์ต่อมนุษยชาติจุดประสงค์ของพระองค์ก็คือ นำทุกสิ่งทั้งที่อยู่บนสวรรค์และบนแผ่นดิน ให้มารวมกันอยู่ใต้ปกครองของพระคริสตเจ้าพระประมุขแต่เพียงพระองค์เดียว (เอเฟซัส1: 9-10; Col 1: 19-20) ดังนั้นมันเราถือเป็นกระแสเรียกจากพระองค์ ธรรมชาติถูกมอบให้เรา ไม่ใช่เป็น เศษอาหารที่น่าทิ้ง แต่เป็นของขวัญจากพระเจ้าซึ่งให้โครงสร้างของมันเอง เพื่อมนุษย์สามารถเอาจากมัน
หลักการที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน และเพื่รักษามันไว้ได้ (ปฐมกาล 2:15)” (ข้อ 48)
• แต่ก็ควรจะเน้นว่าเราไม่ใช่หมายถึงว่าธรรมชาติมีความสำคัณมากกว่าคนมนุษย์ ความรอดพ้นของมนุษย์เกิดมาจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว เราก็ไม่ใช่หมายถึงว่ามนุษย์เลมีสิทธีที่จะ มีอำนาจเหนือธรรมชาติแล้วทำลายมันได้ เพราว่าสภาพแวดล้อมมีค่ามากกว่าเพียยงแค่วัตถุดิบที่เราสามารถใช้ตามใจชอบ มันคือ งานมหัศจรรย์ของพระผู้ผู้สร้างซึ่งจัดแนวทางให้เราใช้อย่างถูกต้อง ทุกวันนี้ความเสียหายมากมายที่เกิดขึ้นต่อการพัฒนาสังคมเรา ก็เกิดจากจากความคิดที่บิดเบี้ยวเหล่านั้น” (ข้อที่ 48)
- • “ การกระทำมนุษยต่อสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อธรรมชาติซึ่งกันแกละกัน ประแดนนี้ก็ทำให้สังคมสมัยนี้ต้องปรับเปลียนวิถีชีวิตอย่างจริงจังซึ่งในส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้ม ทฤษฎีที่เชื่อว่าความสุขสบายหรือความเพลิดเพลินเป็นยอดปรารถนาที่สุด (hedonism) และการคุ้มครองผู้บริโภคโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อพวกเขา . . . การละเมิดความสามัคคี และมิตรภาพของลเมืองทุกคนก็จะมรผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม เช่นเดียวกัน การเสื่อมสภาพของสิ่งแวดล้อมสามารถทำให้ความสัมพันธ์ในสังคมเสื่อมโทรมได้ ธรรมชาติโดยเฉพาะในยุคนี้เป็นส่วนที่สำคัณต่อสังคมและวัฒนธรรมซึ่งจะแยกกันไม่ได้” (ข้อที่ 51)
- “พระศาสนจักรมีความรับผิดชอบต่อสรรพสิ่ และเธอต้องให้ยืนบทบาทนั้นในสังคม ในการทำเช่นนั้นเธอจะต้องปกป้องไม่เพียง แต่ดินน้ำและอากาศถือเป็นของขวัญสำหรับทุคน แต่เธอยังต้องช่วยมนุษย์ให้รอดจากการทำลายตนเอง คงมีความต้องการเกี่ยวกับนิเวศวิทยาอันแท้จริง ในความเป็นจริงแล้วการทำลายธรรมชาตินั้นมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดกับวัฒนธรรมที่ให้โอกาสทำให้มันเกิดมา อยู่ร่วมกัน: เมื่อ 'นิเวศวิทยาของมนุษย์ได้รับการรักษาอย่างดี ก็เช่นเดียวกันนิเวศวิทยาสิ่งแวดล้อมก็จะดำเนินการต่อได้ เนื่องจากว่า คุณธรรมทุกประการมีความสัมพันธ์กันหมด ปัณหาที่เกิดขึ้นในสถานที่หนึ่งก็จะทำให้สถานที่อื่นๆก็อยู่ในความเสี่ยงเหมือนกัน ดังนั้นระบบนิเวศจึงขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์เอง และจะมีผลกระทบต่อทั้งสุขภาพของสังคมและความสัมพันธ์ที่ดีกับธรรมชาติ” (ข้อที่ 51)
- หากไม่มีการเคารพต่อชีวิตและสิทธิที่จะตายตามธรรมชาติ หากความเป็นมา การตั้งครรภ์และการคลอดนั้นทำแบบประดิษฐ์ขึ้นหากตัวอ่อนมนุษย์ใช้เพียงแค่สำหรับการวิจัย มโนธรรมของสังคมสิ้นสุดลงไปเรื่อยๆ แนวคิดเรื่องนิเวศวิทยาของมนุษย์สูนเสียไปด้วย” (ข้อ 51)
- ถ้าเราเปรียบสิ่งแวดล้อมกับหนังสือ เราก็จะถือสิ่วแวดล้อมกับชีวิตมนุษย์นั้นเป็นหนังสือเล่มเดียวกันเลย แบ่งแยกไม่ได้: ความนำหนึ่งเดียวนั้นรวมถึงชีวิต เพศ การแต่งงาน ครอบครัว ความสัมพันธ์ทางสังคม: ในคำเดียว เราเรียกว่า การพัฒนามนุษย์อย่างสมบูรณ์หน้าที่เราต่อสิ่งแวดล้อมนั้น เชื่อมโยงกับหน้าที่เราต่อมนุษย์ (ข้อ 51)
วันสันติภาพสากร วันที่ 1 มกราคม 2010
- “ พระศาสนจักรมีความรับผิดชอบต่อสรรพสิ่ง แล้วพระศาสนจักรมีหน้าที่จะปฏิบัตตามความรับผิดชอบนั้นในสังคม เพื่อปกป้องดิน น้ำ และอากาศในส่วนที่สิ่งเหล่านั้นเป็นของขวัญจากพระเจ้า เพื่อช่วยมนุษยชาติให้พ้นจากอันตรายแห่งการทำลายของตนเอง” (ข้อที่ 12)
- “ โดยไม่พึ่งพากับการแก้ปัณหาซึ่งเทคโนโลยีมานำเสนอ พระศาสนจักรตั้งใจที่จะทักเตือนให้รักษาความสัมพันทธ์ระห่วาง พระเจ้า มนุษย์และสิ่งสร้าง” (ข้อที่ 4)









